Thursday, December 17, 2020

Chapter 1

ทรัพย์สินศฤงคาร ธนสารสมบัติ เป็นสิ่งที่ใครมากคนต่างถวิลหา ใช่สิ ใครต่างก็ถวิลหา หญิงสาวผู้มีดวงหน้ามนถามตัวเองในกระจก ผมที่เปียกน้ำลู่ลงแนบเรียวหน้า ริมฝีปากเม้มจนเหยียดเป็นเส้นตรง ทุกวันนี้ครอบครัวของเธอยังขาดอะไรอีกหรือ เท่าที่ถือครองอยู่ยังไม่พออีกใช่ไหม เธอเฝ้าถามตัวเอง ใจหนึ่งให้คำตอบตามที่เธอคิด แต่อีกใจกลับคิดเหตุผลขึ้นมาหักล้างกัน เธอเทิดทูนบูชาบิดามารดายิ่งกว่าสิ่งใด นับจากน้อยคุ้มใหญ่ เธอไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง ลมหายใจที่พ่นออกมาจนทำให้กระจกเป็นฝ้า เธอไม่เคยคิดที่จะแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่ได้รัก ยุคนี้มันสมัยไหนกันแล้ว เธอกู่ร้องอยู่ในใจ ดลยา เศวษสากร บุตรีเพียงผู้เดียวของตระกูล เศวษสากร ผู้กุมอำนาจของธุรกิจอสังหารายยักษ์ของประเทศ แต่เธอรู้สึกว่า ยิ่งตระกูลมีความยิ่งใหญ่มากแค่ไหน ดูเหมือนว่าคำว่า ใหญ่ มันดูจะไม่เพียงพอ ไม่เคยมีคำว่าพอ เช่นคำที่ อาคม บิดาของเธอชอบกล่าวอยู่เสมอ "บริษัทของเราต้องก้าวต่อไป จะหยุดไม่ได้ ต้องขยายให้ใหญ่กว่านี้อีก" ดลยาถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าว แม้ว่าเธอจะมีอายุถึง ๒๔ ปีแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนเธอไม่เคยได้ตัดสินใจทำอะไรได้ด้วยตนเองเลย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิต เรียน เพื่อนฝูงที่คบหา

 "ยาขอโทษนะนัท ยาคงรักนัทไม่ได้แล้ว" เธอครางออกมา พลันน้ำตาก็ไหลนองหน้า ปิยนัท ทำผิดอะไร เพียงแค่เขาเป็นนายร้อยตำรวจจากครอบครัวที่มีฐานะปานกลางน่ะหรือ ที่พ่อแม่ของเธอบอกว่าไม่เหมาะ ไม่ควร ความรักที่เธอและเขามอบให้กันมานับจากเรียนมัธยมปลาย มันไม่ได้ช่วยให้เธอตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเลย ว่าชีวิตนับจากนี้เธอจะเลือกเดินทางไหน เพราะว่าบุพการีผู้ซึ่งเธอไม่อาจเทียบกับความรักของใครๆได้นั้น เลือกให้เธอแล้วว่าชีวิตของเธอนับจากนี้ จะต้องเดินตามเส้นทางที่ท่านได้ขีดไว้ให้ แม้จิตใจของเธอเองจะบอบช้ำสักเพียงไหนก็ตาม เธอไม่เลือกที่จะเดินตามเสียงเรียกร้องแห่งใจ เพราะคำว่า กตัญญูรู้คุณบิดามารดา

"ยา เสร็จหรือยังลูก พี่เทมารอแล้วนะ ลูกต้องไปลองชุดกับพี่เทเขานะลูก อย่าให้พี่เขารอนาน" เสียงร้องเรียกของ อุมาพร มารดาของเธอร้องเรียกอยู่หน้าห้องน้ำ ทำให้ดลยาตื่นจากภวังค์ เธอกระพริบตาถี่ๆไล่ม่านน้ำตาที่ไหลรินออกมา แล้วล้างหน้าเสียใหม่
"เสร็จแล้วค่ะแม่ ยาขอเวลาครู่หนึ่งนะคะ" ดลยาตอบออกไปแล้วปาดน้ำตา ไท่ใช่เวลาที่เธอจะมาคร่ำครวญเสียอกเสียใจแต่อย่างใด เวลาที่บุพการีบอกให้แต่งงานกับเขา เธอก็ไม่เรียกร้องสิทธิ์อันใด ความเงียบมันคือการยอมรับโดยดุษฏี ดลยาแต่งกายด้วยกระโปรงบานสีเขียวเข้มยาวครึ่งเข่า เสื้อแขนบัวสีขาวเอวลอย แต่เธอเลือกที่จะใส่เสื้อกล้ามไว้ข้างในเพื่อไม่ให้อุจาดตา แม้จะเป็นสาวสังคมแต่บิดามารดาไม่ชอบให้บุตรีแต่งตัวล่อเสือล่อจระเข้
"คนสวยแต่งเรียบร้อยก็สวยนะยา ไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปโชว์เนื้อหนังมังสาให้ใครเขามอง เกิดเป็นผู้หญิงต้องรักศักดิ์และศรีของตัวเอง" คุณอุมาพรเคยบอกเธออยู่เสมอ และดลยาก็เชื่ออย่างที่มารดาสอน เธอก้าวลงบันไดวนโอ่โถงของชั้นบนลงมา จิตใจก็ยังคงพะวงคิดถึงคนรัก เขาไม่ใช่คนรักเก่า เขายังเป็นปัจจุบันของเธอเสมอ แต่เธอเองก็ไม่รู้ว่าทางเลือกไหนจะดีที่สุดสำหรับทั้งสองคน ชายหนุ่มที่นั่งอ่านหนังสือรออยู่ที่ห้องรับแขกไม่ได้สนใจกับสิ่งใด แม้แต่เธอ ดลยาลอบถอนหายใจเบาๆ เทวบุตร ชื่อช่างเหมาะสมกับรูปร่างหน้าตาของเขาเสียเหลือเกิน ชายร่างสูงใหญ่ผิวขาวอมเหลือง สายตาดุ คิ้วเข้มรับกับสันจมูกสวย
"อ้าว น้องมาล่ะ ทำไมให้พี่เขารอนานนักล่ะลูก" คุณอุมาพรเดินถือจานของว่างเข้ามาให้ เพราะอยู่คุยกับชายหนุ่มแล้วดูเหมือนว่าความแข็งของชายหนุ่ม ทำให้แม้แต่เธอผู้เห็นดีเห็นงามว่าชายผู้นี้เหมาะสมกับบุตรีหัวแก้วหัวแหวนของตนอย่างหาใครเปรียบไม่ได้ ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดใจ เขาเหมือนคนแปลกหน้า ทุกถ้อยคำสนทนาเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจโดยสิ้นเชิง คุณอุมาพรหันไปเอ่ยขึ้นกับดลยา ชายหนุ่มจึงลดหนังสือในมือลง
"ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมรอได้ อ่านดัชนีหุ้นอยู่พอดี" เขาแค่เหลือบตาขึ้นมองไม่ถึงวินาที แล้วหันไปหาคุณอุมาพร
"ขอโทษนะคะพี่เท" ดลยาเอ่ยเสียงเบา
"ไปกันเถอะครับ เดี๋ยวรถติด" เขาบอกแล้วลุกขึ้นทันที
"เสร็จแล้ว พาน้องไปดูหนังฟังเพลงก่อนก็ได้นะจ๊ะ" คุณอุมาพรเสริม เพราะอยากเห็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นของทั้งสองคน
"คงไม่ดีกว่าครับ พอดีผมมีนัดกับซัพไพลเออร์เจ้าใหม่ เสร็จแล้วผมจะรีบมาส่ง" เขาตอบห้วนๆ ดลยาเม้มริมฝีปากแน่นแล้วหันไปมองมารดา คุณอุมาพรเหมือนจะเข้าใจบุตรสาวเป็นอย่างดี แต่เธอก็ได้แต่พยักหน้าน้อยๆให้ดลยา
"อยู่ๆไป เดี๋ยวก็รักกันเองนั่นล่ะแม่ออม" เสียงของมารดาของคุณอุมาพรผู้ล่วงลับยังก้องอยู่ในหัว ใช่สิ ขนาดเธอยังทำได้ แล้วทำไมบุตรสาวจะทำไม่ได้ คุณอาคมเป็นลูกเศรษฐีเชื้อสายจีน แต่ต้นตระกูลของเธอเองสืบสาแหรกมาจากสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยความเหมาะสมของบุพการี เธอจึงต้องแต่งงานกับคุณอาคม จนมาเดี๋ยวนี้ทั้งเธอและคุณอาคมเองก็รักใคร่กันดี มีบุตรสาวก็งามสม

No comments:

Post a Comment